Home | About Us | Our Team | Services | Technology | Treatment Fee | Facility | Knowledge | Ask Dentist | Appointment | Map & Address



การดูแลฟันของหญิงมีค...







 
การดูแลสุขภาพปากและฟันของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์
ทพญ. สรรฉวี นิมมานเกียรติกุล

การตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษและมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายทางระบบสรีระและสภาะจิตใจของคุณแม่ รวมทั้งอวัยวะภายในช่องปากและฟันด้วย แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของคุณแม่ในขณะตั้งครรภ์ก็มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับทั้งสุขภาพคุณแม่เองและลูกน้อยที่จะเกิดมาด้วย การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ด้วยการดูแลปากและฟันอย่างดีสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะเกิดผลที่ดีกว่าการรักษาโรคหรือแก้ไขปัญหา

มักจะมีคำกล่าวว่า “ มีลูกหนึ่งคน แม่ต้องเสียฟันหนึ่งซี่ ” แม้มิได้เกิดขึ้นในทุกราย แต่ก็มีบ่อยจนทำให้หลายคนเชื่อเช่นนั้นจริงๆว่า เด็กที่เจริญเติบโตในครรภ์นั้นดึงแคลเซียมไปจากแม่ ทำให้ฟันคุณแม่อ่อนแอลง ผุและโยก ซึ่งต้องถูกถอนออกในที่สุด ความจริงแล้วแหล่งแคลเซียมที่ลูกในครรภ์ใช้สำหรับสร้างกระดูกและฟันนั้น มาจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณแม่รับประทานเท่านั้น การที่ฟันคุณแม่ผุหรือโยกมาจากสาเหตุอื่นมากมายเช่น การละเลยดูแลสุขภาพปากและฟัน การทานอาหารจุกจิก เป็นต้น
โดยปกติโรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่มีอัตราการเกิดโรคค่อนข้างสูง ผู้ที่แปรงฟันไม่ถูกวิธีและไม่ใช้ไหมขัดฟันมีโอกาสเป็นโรคเหงือกได้เกือบ 100 % แต่เนื่องจากโรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคช้า และมักไม่แสดงอาการปวดรุนแรง จนกระทั่งโรคได้ลุกลามมากแล้ว ผู้ป่วยจึงจะรู้ตัวว่ามีความผิดปกติขึ้น อาการเริ่มแรกหากสังเกตให้ดีจะพบว่า อาจมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟัน สีเหงือกคล้ำเข้มขึ้น ขอบเหงือกมีลักษณะบวมแดง ยอดสามเหลี่ยมของเหงือกมี ลักษณะมนกลม มีกลิ่นปาก การเสียวฟันก็อาจเป็นอาการของโรคเหงือกได้ ขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ กิจวัตรประจำวันต่างๆที่เคยทำมาก่อนนั้น อาจลดน้อยลงตามลำดับเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น แต่คุณแม่ทั้งหลายไม่ควรที่จะละเลยการทำความสะอาดช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟัน และการใช้ไหมขัดฟัน เพราะหญิงมีครรภ์นั้น 50%มีโอกาสเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ ตั้งแต่เดือนที่ 2-3 ของการมีครรภ์ และจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นจนถึง เดือนสุดท้ายของครรภ์ การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน ( Estrogen ) และโปรเจส เตอโรน (Progesterone) ในขณะตั้งครรภ์มีผลทำให้เส้นเลือดขยายตัว เหงือกสร้างปฎิกิริยาต่อคราบฟันหรือหินปูนได้ง่ายขึ้น แบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและฟันผุเจริญเติบโตอย่างมากมายเพราะได้แหล่งอาหารดี ทำให้เหงือกมีอาการบวมแดงและมีเลือดออกได้ง่ายเวลาแปรงฟัน หรือเคี้ยวอาหารแข็ง นอกจากนี้อาจมีอาการฟันโยกด้วย แต่เมื่อทำการรักษา เหงือกจะมีอาการดีขึ้น และทุกอย่างจะกลับสู่ปกติหลังจากคลอด

หากคุณแม่รู้สึกกลัวเลือดออก กลัวเจ็บ เสียวฟัน ทำให้ไม่กล้าแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันต่อไป อาการเหงือกอักเสบก็จะยิ่งรุนแรงและลุกลามมากขึ้น ในบางครั้งอาจจะรุนแรงมากจนกระทั่งเหงือกมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อโตขึ้น เรียก ว่า Pregnancy Tumor มีเลือดออกง่าย และจะเจ็บเมื่อก้อนเนื้อใหญ่ขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการบดเคี้ยว

การรักษาเหงือกอักเสบระหว่างการตั้งครรภ์สามารถทำได้ในเดือนที่ 4 ถึง 6 ของการตั้งครรภ์ โดยการขูดหินปูน และกำจัดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก รวมทั้งการสาธิตวิธีแปรงฟัน นวดเหงือก และการใช้ไหมขัดฟันโดยทันต์แพทย์ และหากมีก้อนเนื้องอก ( Pregnancy Tumor ) ที่เหงือก ก็ควรตัดออกด้วย
 
การเกิดฟันผุในหญิงมีครรภ์ จะเกิดได้ง่ายเพราะการอักเสบของเหงือกดังกล่าว ทำให้คุณแม่ละเลยการทำความสะอาดฟัน อีกทั้งอาการแพ้ท้องทำให้คุณแม่คลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย ทำให้มีกรดและเศษอาหาร จากการอาเจียนตกค้างในปาก หรือต้องทานของเปรี้ยว ของดอง ทำให้มีกรดตกค้างบนตัวฟัน ฟันก็จะผุง่ายขึ้น และเมื่อครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น คุณแม่อาจต้องทานอาหารบ่อย หรือทานของขบเคี้ยวซึ่งมีน้ำตาลมากขึ้นก็ทำให้ฟันผุได้ง่าย
 
มีการศึกษาวิจัยพบว่า สุขภาพช่องปากของคุณแม่ ยังมีความสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนด (Preterm) และภาวะทารกมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ( Low Birth Weight )) หญิงมีครรภ์ที่มีปัญหาการติดเชื้อของโรคเหงือกอักเสบมีโอกาสคลอดบุตรก่อนกำหนด และเด็กทารกมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน สูงกว่าหญิงมีครรภ์ที่มีสภาพเหงือกปกติ เนื่องจากเมื่อมีการอักเสบติดเชื้อ แบคทีเรียสามารถผ่านกระแสเลือดเข้าไปสู่มดลูก และเกิดการหลั่งสารเคมีชื่อ Prostaglandin ให้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น และ Prostaglandin นี้เป็นสารกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด
 
การดูแลสุขภาพปากและฟันช่วงตั้งครรภ์
หากหญิงมีครรภ์เอาใจใส่ ดูแลรักษาอนามัยในช่องปากให้ดี ก็จะป้องกันการเกิดปัญหาในช่องปากเหล่านั้นได้ ระหว่างตั้งครรภ์จึงควรปฏิบัติดังนี้

1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกน้อย การดูแลเพื่อให้เด็กมีฟันดีควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ เพราะฟันน้ำนมมีการสร้างตัวตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 4-6 สัปดาห์ การสร้างตัวของฟันต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟัน และเนื้อฟันมีความแข็ง ดังนั้น หญิงมีครรภ์จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัสมากๆ เช่น นม ไข่ ปลาเล็กปลาน้อย ปลามีกระดูก ผัก ผลไม้ นอกเหนือจากอาหารแป้ง โปรตีน และไขมัน ระลึกไว้เสมอว่าสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของคุณแม่มีส่วนสำคัญต่อลูกในครรภ์อย่างมาก

2. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งคือตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอน ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หากทำได้ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหารและหลังอาเจียน หรือหากมีอาการแพ้

มักอยากอาเจียนเวลาแปรงฟัน ทำให้แปรงฟันลำบาก อย่างน้อยต้องบ้วนปากแรงๆ หลายๆ ครั้งหลังอาเจียน นอกจากนี้ควรใช้น้ำเกลืออมบ้วนปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอน
3 ไปรับการตรวจรักษา และขอคำแนะนำที่ถูกต้องจากทันตแพทย์ ในการดูแลรักษา ความสะอาดในช่องปาก ความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของหญิงมีครรภ์ ได้ส่งผลต่อสุขภาพช่องปากทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หญิงมีครรภ์ต้องได้รับการดูแลรักษาทางทันตกรรมอย่างเหมาะสมและใกล้ชิด

การทำฟันในระหว่างตั้งครรภ์

การทำฟันในช่วงระหว่างตั้งครรภ์มีความสำคัญ คุณแม่ควรหาเวลาไปพบทันตแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อตรวจประเมินสุขภาพปากและฟัน หากต้องมีการรักษาหลายอย่าง คุณแม่ควรได้รับการรักษาเฉพาะที่จำเป็นและเร่งด่วนก่อน การรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือไม่จำเป็นเช่น การทำฟันปลอม การฟอกสีฟัน ทันตกรรมเพื่อความงามต่างๆ ควรเลื่อนไปทำหลังคลอด
 
ระยะครรภ์ 3 เดือนแรก ( ไตรมาสที่หนึ่ง )
ระยะนี้คุณแม่จะมีการปรับตัวทั้งร่างกายและอารมณ์ บางท่านอาจมีอาการแพ้ ไม่สบาย ร่างกายอ่อนเพลียง่าย เครียดง่าย ฉะนั้น งานทันตกรรมควรจะเป็นการตรวจฟัน ทำความสะอาดฟันง่ายๆเพื่อกำจัดคราบหินปูนที่เป็นสาเหตุของเหงือกอักเสบและฟันผุ เรียนรู้วิธีการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี หากต้องมีการรักษาเช่นอุดฟันหรือรักษาเหงือกอักเสบควรนัดทำในช่วงกลางของครรภ์คือเดือนที่ 4-6 เนื่องจากใน 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่เด็กในครรภ์กำลังสร้างอวัยวะที่สำคัญ ไม่ควรมีปัจจัยเสี่ยงใดๆที่จะมีผลกระทบต่อขบวนการสร้างนี้ เช่น ความเครียด หรือยาที่ใช้ทางทันตกรรม
 
ระยะครรภ์ เดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 6 ( ไตรมาสที่สอง )
ระยะนี้เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรักษาทันตกรรม แต่ก็ควรเลือกวิธีการที่จำเป็น ปลอดภัย และให้ความสบายกับคุณแม่ สามารถทำการอุดฟัน รักษาโรคเหงือก ถอนฟัน หรือ รักษารากฟันได้ โดยใช้ยาชาเฉพาะที่เท่าที่จำเป็น การ x-ray ฟัน แม้จะค่อนข้างปลอดภัย หากจำเป็นต้องทำ จะต้องป้องกันโดยให้คุณแม่สวมเสื้อตะกั่วกันรังสี โดยเฉพาะบริเวณท้องและควรจะคลุมคอบริเวณไทรอยด์ของคุณแม่ด้วย ยาที่ใช้เช่น ยาแก้ปวดจำพวก Paracetamol ยาปฏิชีวนะ Penicillin, Amoxycillin, Erythromycin base, Clindamycin ให้ใช้ได้ตามความเหมาะสมแต่ควรปรึกษาแพทย์ที่รับฝากครรภ์ด้วย ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะชนิด Tetracyclin ซึ่งจะมีผลให้กาสร้างฟันในทารกผิดปกติไป
 
ระยะครรภ์ 3 เดือนสุดท้าย ( ไตรมาสที่สาม )
ระยะนี้ครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้คุณแม่ไม่สามารถนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ทำฟันได้นาน การรักษาควรเป็นงานสั้นๆ ให้คุณแม่พลิกตัวบ่อยๆ ไม่ควรเกร็ง ไม่ควรเครียด เพราะความเครียดอาจไปมีผลให้มดลูกบีบตัวได้
สุขภาพปากและฟันที่ดี จะนำไปสู่ความสุขและการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพของคุณแม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพทารกน้อยที่จะเกิดมา ฉะนั้น จงดูแลปากและฟันของท่านตั้งแต่บัดนี้
 
Date: 12-03-2551




Home | About Us | Our Team | Services | Technology | Treatment Fee | Facility | Knowledge | Ask Dentist | Appointment | Address & map

3rd Fl. Amarin Plaza Ploenchit Rd , Bangkok (Outlet zone of the BTS Electric Train)
Phone : 0 22528688-9 085-073-2375,089-317 2570
E-mail : sunchawe@ji-net.com , contact@oraldentalcenter.com

Copyright©2006-2008,All right reserved oraldentalcenter.com